เศรษฐกิจคิดง่ายๆ (ดิจิทัล) : “น้ำใสไหลเย็นในระบบนิเวศทางการเงินใหม่” www.posttoday.com วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2562

น้ำใสไหลเย็นในระบบนิเวศทางการเงินใหม่

บทความวันนี้ผู้เขียนอยากชวนท่านผู้อ่านมองออกไปในปี​ 2563​ ซึ่งกำลังจะเข้ามาในอีกไม่ช้า​ ในเชิงของการพัฒนาในการให้บริการทางการเงินของสถาบันการเงิน​ ของสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร​ ของสถาบันการเงินที่ทำงานร่วมกับบริษัทเกิดใหม่ที่มีความคิดดีๆ​ (Start up/FinTech) ของสถาบันการเงินที่ทำกับบริษัทเทคโนโลยี​ (TechFin)​ และท้ายสุดคือบริการทางการเงิน​ที่ให้บริการโดยบริษัทเทคโนโลยี​(TechFin)​ ที่ไม่มีสถาบันการเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเลย​ เหตุปัจจัยที่ผู้เขียนตั้งเป็นประเด็นนั้นมันมาจากจุดเริ่มต้นดังนี้ครับ

1. ผู้ใช้บริการทางการเงินในยุคหน้าคือคนที่ใจร้อน​ ต้องการรู้​ ต้องการเปรียบเทียบ​ ตัดสินใจเร็ว​ ต้องการที่จะทำธุรกรรมทันทีด้วยตนเอง​ ถ้าไม่รู้วิธีทำก็ต้องมีกระบวนการบอกกล่าว​ที่ทำให้เขาหรือเธอคนนั้นเรียนรู้และทำได้ในเดี๋ยวนั้นด้วยตัวเอง​ อาการต้องทำเดี๋ยวนี้คือสิ่งที่ทำให้สถาบันการเงิน​ในรูปแบบปัจจุบันปวดหัว​ ต้องลงทุนมหาศาล​ และปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน​ วัฒนธรรม​องค์กร​ ตลอดจนลดเลิกการมีอยู่ของสาขาลงไปอย่างมีนัยสำคัญ​

2. บริการทางการเงินต้องไปอยู่บนโทรศัพท์มือถือ​ คือไปอยู่บนอวัยวะที่ 33 ของผู้คน​ หรือมันได้กลายเป็นปัจจัยที่​ 3.1 ก่อนยารักษาโรคซึ่งเป็นปัจจัยตัวที่​ 4 ไปแล้วก็ว่าได้​ ดังนั้นการจัดการเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยในตัวอุปกรณ์และการรักษาความลับ​ ความปลอดภัยของเนื้อหาข้อมูลในอุปกรณ์​ยิ่งต้องเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิมเป็นทวีคูณ​

3. กระเป๋าเงินหรือ​ Wallet​ จะกลายเป็นทุกสรรพสิ่ง​หรือไม่​ การที่ต้องมีบัญชีของธนาคารหลายที่หลายแห่งจะยังคงจำเป็นหรือไม่​ bookbank พี่ที่มักจะหาไม่เจอเวลาที่ต้องการใช้เบิกถอนฝากโอนหรือชำระยังจำเป็นอีกหรือไม่​ ถ้าเรามีกระเป๋าเงินในโทรศัพท์​มือถือ​ มีการเติมเงินเข้ามาจากแหล่งรายได้​ หากตัวเลขติดลบก็สามารถใช้ได้ถ้ามีการเติมเข้ามาให้ใช้ต่อได้ด้วยสินเชื่อ​ ผลประโยชน์จากการมีเงินค้างในกระเป๋าเงินคือดอกเบี้ย​ คูปอง​ ถ้าในอนาคตทางการอนุญาตว่าเงินคงเหลือในกระเป๋าเงินคือเงินฝาก​ ไอ้ความยุ่งยากที่จะต้องผูกบัญชีเงินฝากรายธนาคารกับกระเป๋าเงิน​มันก็หมดความจำเป็น​ จริงแท้แล้วเงินที่หมุนทั้งหลายมันคือตัวเลขที่บันทึกบน​ server computer ที่มีความมั่นคงสูง​ ไม่สามารถเปลี่ยนได้ถ้าไม่มีธุรกรรม​รองรับ​ มีสถาบันดูแล​ และตรวจสอบยืนยันได้​ จริงแท้แล้วมันคือการผูกไว้กับความไว้วางใจ​หรือที่เรียกว่า​ Trust นั่นเอง

4. การพิสูจน์​และยืนยันตัวตนก่อนที่เราจะได้รับบริการและก่อนที่สถาบันคู่กรณีของเราจะให้บริการจะตั้งอยู่บน
(1)​สิ่งที่เรารู้คนเดียว​หรือ​ something you know เช่น​ ค่า​ Pin รหัสลับ
(2)สิ่งที่เรามีหรือ​ something you have เช่น​ email อุปกรณ์​ของเรา​ โทรศัพท์​ของเราเป็นต้น
(3)สิ่งที่เราเป็นหรือ​ something you are เช่นใบหน้าของเรา​ ม่านตาของเรา​ ลายนิ้วมือของเรา​
ทั้งสามสิ่งข้างต้นจะมาตอบคำถามว่าตัวเราคือคนที่เราบอกว่าเป็นตัวเราหรือ​ you are who you say you are มันไม่จำเป็นต้องมาเซ็นชื่อต่อหน้าด้วยปากกาหมึกสีน้ำเงิน​ที่เราเรียกว่าเซ็นสดอีกต่อไป​ เราได้เห็นชาวต่างชาติ​เช่น​ คนจีนใช้เทคโนโลยี​จดจำและเปรียบเทียบใบหน้าก่อนทำธุรกรรม​ทางการเงินจนทึ่ง​ อึ้ง​ เสียว​ ไปแล้วใช่หรือไม่

5. สถาบันการเงินที่ยึดครองตลาดการให้บริการทางการเงินในปัจจุบันอาจมีจำนวนลูกค้าในระบบของตัวเองน้อยกว่าผู้ให้บริการที่เป็น​ TechFin จนต้องยอมร่วมมือกันในการทำธุรกิจ​ ภายใต้สูตร​
“การเข้าถึงที่ตรงใจ​ กว้างขวาง​ ลึกล้ำ​ จำนวนมาก​ ทันสมัยเสมอกับความไว้วางใจ​ของลูกค้า = บริการที่ตอบโจทย์​ = รายได้และความอยู่รอดที่ยั่งยืน” ปี​ 2563​ เราอาจเป็น​ Bank application ไปเป็น​เมนูหนึ่งบน​ Super App​Iication ของ​ TechFin ก็ได้​ ก็เพราะธุรกรรมทางการเงินเป็นเพียงธุรกรรมหนึ่งเท่านั้นในธุรกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวันแต่ละเดือนของผู้คน​ บริการทางการเงินต้องมารับใช้ความต้องการของลูกค้า​ ไม่ใช่มาเป็นตัวกำหนดชะตากรรม​ของลูกค้าอีกต่อไป​ “People need banking but Bank is not”

6. คนที่ทำหน้าที่คุมกฎ​ กติกา​ มารยาท​ ในการทำธุรกิจจะมึนๆ​ เพราะกฎหมายบอกให้กำกับดูแลตามประเภทสถาบัน​ มายาวนาน​ หากแต่วันนี้ธุรกรรมที่เหมือนหรือคล้าย​ หรือคล้ายๆว่าจะเหมือน​ หรือเหมือนจนคล้าย​ หรือคล้ายจนแยกไม่ออกว่าเหมือนกันหรือไม่​ มันไปอยู่กับสถาบันที่ตนเองอาจไม่มีอำนาจกำกับ​ มีอำนาจกำกับไม่พอ​ หรือไม่แน่ใจว่ามีอำนาจกำกับหรือไม่​ นั่นยังไม่ยากเท่ากับจะหาเครื่องมืออะไรไปกำกับสถาบันเหล่านั้น​ และถ้าสถาบันเหล่านั้นเขาลุกขึ้นมาสู้เมื่อเวลาที่ลูกค้าเขามีความไว้วางใจหรือ​ Trust เท่าที่ให้กับสถาบันการเงิน​ที่ตนเองกำกับเช่นธนาคารแล้ว​ มันจะเป็นอย่างไร

ผู้เขียนขอยกคำพุทธศาสนา​มาเป็นบทจบดังนี้​ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเหตุเพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง​ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนดีทั้งสิ้น​ ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น​ ตั้งอยู่​ เสื่อมลง​ ดับไป​ อำนาจนั้นไม่มีอยู่จริง​ ตำแหน่งแห่งที่เป็นเพียงหัวโขน​ การยึดมั่นถือมั่นว่าฉันถือกฎหมายฉันถูกเสมอคือมายาคติ​

ถ้าจะมีอะไรที่ผู้เขียนขอได้ในปีใหม่ผู้เขียนก็อยากจะขอคนในระบบนิเวศน์ทางการเงินยุคหน้าให้ปรับใจไหลไปตามเหตุปัจจัยดังเช่นน้ำไหลไปยังดินแดนที่แห้งแล้ง​ เพื่อคนที่หิวกระหายได้ดื่มกิน

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือน้ำที่ไหลต้องไม่เป็นเพียงน้ำใสไหลเย็น (แต่ปนเปื้อนสารที่อันตรายซึ่งไร้สีไร้กลิ่น)​ แต่ต้องเป็นน้ำที่สะอาดกลั่นมาจากความบริสุทธิ์​ใจที่มองเอาผลประโยชน์​ของแผ่นดินถิ่นเกิดเป็นที่ตั้งมากกว่าความกลัวที่จะกลั่นผิดสูตรการทำน้ำสะอาดที่ชาวตะวันตกบอกให้เราเชื่อจนไม่อาจกลั่นน้ำสะอาดจากใจมาให้คนได้ดื่มกินยามหิวโหย
ขอบคุณครับ