What-is-the-difference-between-LTF-and-RMF

อย่างที่ทราบกันดีว่าการออมเงินและการลงทุนมีหลายแบบ หนึ่งในนั้นคือการซื้อกองทุน ซึ่งมนุษย์เงินเดือนหลายคนนิยมกัน เพราะเป็นการลงทุนที่ไม่ต้องมีทุนมากนัก และเป็นเหมือนการออมเงินระยะยาว ซึ่งเมื่อถึงเวลาผู้ลงทุนก็ยังได้เงินเป็นก้อนมาเก็บไว้ แต่ทั้งนี้ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกกองทุน ก็ต้องรู้จักและเข้าใจความแตกต่างระหว่างกองทุน LTF และ RMF ก่อน ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ  

เรามาทำความรู้จักกับกองทุนทั้ง 2 แบบอย่างกว้างๆ กันก่อน เริ่มจากกองทุน LTF มีกองทุนรวมเพียงประเภทเดียว คือ กองทุนรวมตราสารทุน ส่วนกองทุน RMF นั้น มีกองทุนรวมหลายประเภทให้เลือก เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมตราสารทุน กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมทองคำ กองทุนรวมน้ำมัน กองทุนรวมผสม กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม เป็นต้น

วัตถุประสงค์และเป้าหมายการลงทุน

กองทุน LTF กองทุน RMF
วัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสถียรภาพของตลาดหุ้น ด้วยการส่งเสริมให้ผู้ลงทุนรายย่อยลงทุนในตลาดหุ้นผ่านกองทุนรวม โดยมีระยะเวลาในการลงทุนในระยะเวลาหนึ่ง เหมาะสมกับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นระยะยาว แต่อาจไม่มีความชำนาญเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น หรือไม่มีเวลา และต้องยอมรับความเสี่ยงและเงื่อนไขของการลงทุนได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมเงินในระยะยาวสำหรับชีวิตหลังเกษียณ เหมาะสมกับผู้ที่ต้องการออมเงินเพื่อวัยเกษียณ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีสวัสดิการออมเงินเพื่อวัยเกษียณมารองรับ หรือมีสวัสดิการแต่มีความต้องการออมเพิ่ม


นโยบายและเงื่อนไขการลงทุน

กองทุน LTF กองทุน RMF
ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัท จดทะเบียนไม่น้อยกว่า 65% ของ NAV เมื่อลงทุนแล้วต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 7 ปีปฏิทิน ถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีครบถ้วน คือ ไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากการลงทุน (ถ้ามี) และไม่ต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับมาจากเงินลงทุนที่ขายคืนนั้น มีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกองทุน ผู้ซื้อกองทุนต้องซื้อหน่วยลงทุนในแต่ละปีเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้ในแต่ละปี แต่ต้องไม่เกิน 15% ของเงินได้ในแต่ละปี จะต้องมีปีในการลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องถือไว้จนกระทั่งอายุ 55 ปีบริบูรณ์ ถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีครบถ้วน


เงินลงทุนขั้นต่ำสุดและสูงสุด

กองทุน LTF กองทุน RMF
ไม่มีการกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ แต่สามารถลงทุนสูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษีแต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี ลงทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้ หรือไม่น้อยกว่า 5,000 บาทต่อปีอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแต่ว่าจำนวนเงินใดจะต่ำกว่า และสามารถลงทุนสูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษีในแต่ละปีและเมื่อรวมเข้ากับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือ กบข. ประกันชีวิตแบบบำนาญ และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี


สิทธิประโยชน์ทางภาษี

กองทุน LTF กองทุน RMF
·         เงินค่าซื้อหน่วยลงทุนสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษีแต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี

·         กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) ได้รับการยกเว้นภาษี

·         เงินค่าซื้อหน่วยลงทุนสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษีต่อปี และต้องไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. ประกันชีวิตแบบบำนาญ และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน

·         กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) ได้รับการยกเว้นภาษี


กำหนดการขายคืนหน่วยลงทุน

กองทุน LTF กองทุน RMF
ไม่เกินปีละ 2 ครั้งตามที่กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวน ทุกวันทำการ หรือตามที่กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวน


ความต่อเนื่องในการลงทุน

กองทุน LTF กองทุน RMF
ไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่อง โดยจะนับเงินที่ลงทุนแยกกันไปในแต่ละปี ต้องลงทุนต่อเนื่องตามเงื่อนไข โดยนับเวลาแบบวันชนวัน เริ่มจากวันแรกที่ได้ลงทุนซื้อหน่วยลงทุน


เมื่อเราทราบถึงข้อแตกต่างระหว่างกองทุนทั้ง 2 แบบแล้ว เราจึงต้องวางแผนทางการเงินให้ดี อย่ามุ่งหวังในเรื่องของเงินมากจนเกินไป เพราะเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ปลีกย่อยของกองทุนแต่ละที่ก็ไม่เหมืออนกัน จึงต้องทำการศึกษารายละเอียดการลงทุนให้มั่นใจเสียก่อนว่าเหมาะสมกับสภาพคล่องทางการเงินของเราเป็นสำคัญ และอย่าลืมเป้าหมายหลักๆ ที่จะตั้งใจลงทุนเพื่อชีวิตหลังเกษียณ และถึงแม้ว่าแต่ละกองทุนจะมีสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี แต่อย่ายึดเป็นเหตุผลหลักที่จะตัดสินใจเลือกที่จะลงทุนในกองทุนนั้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://www.set.or.th/education/th/begin/mutualfund_content11.pdf