เศรษฐกิจคิดง่ายๆ (ดิจิทัล) “บทบาทการ “ติดดิน” ของธนาคารกลาง ธุรกิจมันก็ไปต่อได้” วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2562

บทบาทการ “ติดดิน” ของธนาคารกลาง ธุรกิจมันก็ไปต่อได้

ท่านผู้อ่านเคยได้ยินได้ฟังข้อความที่มีผู้คนกล่าวถึงคุณค่าบางอย่างของการทำงานของผู้คนในองค์กรที่ต้องมีความเชื่อถือในระดับที่สูง​ ได้รับความไว้วางใจจากสาธารณะมาก​ มากจนขนาดยอมออกมาเป็นปราการป้องกันการเข้ามาแทรกแซงจากภาคการเมืองได้​ องค์กรแบบนี้เขามีปรัชญา​ แนวคิดการประพฤติปฏิบัติกันอย่างไร​ ตัวอย่างหนึ่งของประเทศไทยเราคือ​ ธนาคารกลาง​ แนวคิดที่ได้มีการวางฐานคิดมาตั้งแต่ท่านผู้ว่าการรุ่นก่อนๆที่ว่า​ “ยืนตรง​ มองไกล​ ติดดิน และยื่นมือ” คือคำไทยๆ ที่มีความหมาย​ สิ่งที่ผู้เขียนขอนำมาเสนอในวันนี้คือคำว่า​ “ติดดิน” ซึ่งน่าจะหมายถึงการจะคิดจะทำอะไรต่อระบบนั้นจำเป็นต้องรับฟังจากทุกภาคส่วน​ เข้าใจว่าเขาเหล่านั้นทำอะไรกัน​ และทำไมเขาจึงต้องทำแบบนั้น​ มันคงไม่ใช่แค่ตั้งสมมติฐาน​ หาข้อมูล​ สร้างตัวแบบหรือ​ model และจัดทำผลสรุป​ และก็ผลัดกันเขียน​ เวียนกันอ่าน​ ผ่านกันชม​ เหมาะสมครับท่าน​ แต่ต้องลงไปรับฟังจากผู้ประกอบการ​ เอาใจเขามาใส่ใจเรา​ เอาใจไปคิด​ คิดแบบคนที่มีหัวใจ​มนุษย์​คนหนึ่ง​ เพราะเราไม่ใช่หุ่นยนต์​ และไม่ตกเป็นทาสของอคติว่า​ ที่คิดที่ทำนั้นดีที่สุดแล้ว​ เหมาะที่สุดแล้ว​ มันไม่มีทางผิดไปได้​
+ คนที่ไม่เคยมีหนี้สิน​ ไม่เคยต้องขวนขวายทำงานหนักเพื่อให้ได้บ้านสักหลัง​ คอนโดสักห้อง​หรือ
+ คนที่ไม่เคยตัดสินใจว่าจะให้กู้หรือไม่ให้กู้กับใคร​ เคยแต่วิพากษ์วิจารณ์​หลังจากเรื่องมันผ่านไปแล้ว​หรือ
+ คนที่ไม่เคยมีแรงกดดันทางธุรกิจ​ แรงกดดัน​จาก​ KPI ในเป้าหมายทางธุรกิจ
คนทำงานเหล่านี้ถ้าไม่เปิดใจรับข้อมูลจากคนที่ยื่นขอกู้​ คนที่ทำธุรกิจสร้างบ้านขายบ้าน คนที่ต้องตัดสินใจให้กู้ไม่ให้กู้​  เอาแต่คิดไปเองจากข้อมูลในมือ​ ที่สุดแล้วถ้าแม้นมันผิดจุดไปสักแห่ง​ มันเท่ากับไปลงโทษคนที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด​

เมื่อผมได้ทราบว่า​ ธนาคารกลางได้ดำเนินการผ่อนผันผ่อนปรนการนับสัญญาเงินกู้​ สินเชื่อที่อยู่อาศัย​ ในกรณีที่ผู้กู้ร่วมไม่มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จะถือว่ายังไม่เป็นผู้กู้  จากเกณฑ์เดิมที่นับรวมผู้กู้ร่วมเป็นสัญญาแรก ซึ่งหากจะซื้อบ้านเป็นของตัวเองจะถูกนับเป็นหลังที่ 2 และต้องวางดาวน์ 20% มากกว่าหลังแรกที่ 5-10%

ผลบุญจากดวงตาที่เห็นธรรมดังกล่าวนี้จะทำให้คนที่เข้าไปร่วมด้วยช่วยผ่อน (เฉยๆ) แต่ไม่ได้คิดจะไปเป็นเจ้าข้าวเจ้าของในอสังหาริมทรัพย์ชิ้นนั้น​ ไม่ถูกลงโทษด้วยกติกาที่ออกมาป้องกันการเก็งกำไร​ เหตุเพราะคนที่ไปช่วยเขาเกิดอยากจะไปกู้ซื้อบ้าน​ ซื้อคอนโด​ เป็นที่อยู่อาศัยสัญญาแรก​ จะได้ไม่ต้องเจอเกณฑ์เหมือนตนเองกู้เป็นสัญญาที่สอง​ มันเหมือนกับกรณีชาวบ้านเขาอยู่ในป่าของเขามาแต่อดีต​ พอประกาศเขตป่าสงวนภายหลัง​ กลายเป็นพวกเขารุกป่า​ อย่างนี้มันก็ดูเหมือนไม่ยุติธรรม​

อีกประการหนึ่งคนที่ไปช่วยเขาผ่อนสัญญาแรกที่เรียกว่ากู้ร่วมนั้น​ ตอนเขาไปขอกู้บ้าง​ เขาต้องมีรายได้เหลือหลังหักยอดผ่อนที่ไปช่วยเขา​ เพื่อเอามาคำนวณยอดผ่อนต่อรายได้สำหรับเงินกู้ของเขาผ่านเกณฑ์​คนให้กู้ซึ่งก็ไม่ง่าย​ การจะมาให้เขาไปวางดาวน์​ที่สูงเหมือนเขามีเงินกู้บ้าน/คอนโดเหมือนสัญญาที่สองคงจะไม่แฟร์​ ผู้เขียนจึงขอปรบมือให้กับ​ ผู้ประกอบการที่หยิบเอาปัญหาจริงๆมาเสนอขอให้แก้ไข​ มิใช่เสนอปัญหาที่จะเอาตัวรอดในเรื่องธุรกิจ​ แต่มันคือการช่วยคนที่อยากมีบ้านให้ได้บ้าน​ ขอปรบมือให้กับทางการ​ ธนาคารกลาง​ ที่ติดดิน​ ไม่คิดว่านี่คือการเสียหน้าว่าออกกฎบกพร่อง​ แต่เข้าใจเรื่อง​ ยอมปรับปรุงเพื่อให้คนที่ไปช่วยผ่อนหรือผู้กู้ร่วมได้มีโอกาสได้บ้านตามเกณฑ์ตามสิทธิที่พึงจะเป็น​ เรื่องดีๆแบบนี้จะเป็นบวกต่อภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์​ เพราะจะช่วยบรรเทาผลกระทบของเกณฑ์ LTV ใหม่ต่อผู้ซื้อเพื่ออยู่จริง และผู้กู้ร่วมที่ตัองการซื้อบ้านของตัวเอง และจะเป็นปัจจัยหนุนให้โมเมนตัมฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ในช่วงที่เหลือของปี​ 2562

ทั้งนี้จากการคาดการณ์ของสำนักวิจัยหลักทรัพย์บางแห่งคาดว่า ผู้กู้ร่วมน่าจะมีสัดส่วนราว 20% ของตลาดรวม และพบมากในทาวน์เฮ้าส์ และกลุ่ม Mid-to-Low End (ราคาต่ำกว่า 3 ลบ.) ซึ่งต้องพึ่งพาเงินกู้ไปซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้น

ในสังคมบ้านเรามีคำกล่าวไว้ว่า​ Cost of Face​ สูงกว่า Cost of Fund หรือบางครั้งสูงกว่า​ Cost of Fact ดังที่ผู้เขียนเคยได้รับการกระทำในอดีต​ ไม่มีใครตำหนิท่านที่ออกกติกาเก่านะครับว่า​ ไม่มีเจตนากระทำผิด​ เพราะเนื้อแท้แล้ว​ ท่านไม่ได้กระทำผิดตั้งแต่ต้น​ ความสุจริตเป็นศาสตร์​กำบังป้องคนทำงานเสมอ​ อันต่างจากใครบางคนที่แม้วันนี้ก็ยังขาดสำนึกว่ากระทำกับคนสุจริตจนเขาเจียนตายแต่เพราะมี​ Cost of Face​ จึงยังจะมีโอกาสกระทำผิดครั้งต่อไปได้อีก

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะครับ